ฮานาฟีย์ ยี่สุ่นทรง: ตัวสำรองคนสุดท้าย กับ คนล่าฝัน

Home / Scoops / ฮานาฟีย์ ยี่สุ่นทรง: ตัวสำรองคนสุดท้าย กับ คนล่าฝัน

สิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิด คือ เราต้องเป็นคนที่ใหญ่โต ต้องเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนที่เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งที่ความจริง มันไม่ได้จำเป็นที่จะต้องยากขนาดนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว


ในช่วงควอเตอร์ที่ 4 ของเกมระหว่าง โมโน แวมไพร์ และ สโมสรการไฟฟ้าฯ เป็นช่วงที่แต้มเริ่มทิ้งห่าง และนั่นก็คือ เวลาในการลงเล่นของ “ฟีย์” ฮานาฟีย์ ยี่สุ่นทรง การ์ดวัย 21 ปีของการไฟฟ้าฯ
ปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยได้ลงสนามเท่าไหร่นัก และในฤดูกาลนี้ลงไปเพียง 6.8 นาทีต่อเกม ที่ลงไปแต่ละครั้งก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่แต้มทิ้งห่างไปแล้วไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนำหรือตาม

Credit Photo: PEA Basketball Club / ช่างภาพ: Chalermsak Sagittarius

ฟีย์ ยังถือว่าเป็นมือใหม่ในลีกนี้ เป็นครั้งแรกที่เขาได้เล่นใน Thailand Basketball League (TBL) เพราะฉะนั้นเขายังขาดประสบการณ์ จึงอาจจะมีเวลาลงเล่นน้อยหน่อย ก็ต้องมาสะสมไมล์ในช่วงเวลาท้ายเกมแบบนี้ เพื่อพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น

ดังนั้น ฟีย์ อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก สำหรับบรรดาแฟนบาสทั่วๆ ไป

ด้วยแต้มที่ถูกนำทิ้งห่างไปแล้ว และเหลือไม่ถึง 5 นาทีสำหรับการแข่งขันโค้ชหมูกฤต ไพโรจน์พีรไพศาล ก็ได้สั่งให้ ฟีย์ ที่นั่งเป็นตัวสำรองมาทั้งเกมไปยืดร่างกายเพื่อเตรียมลงสนาม และระหว่างที่เขายืดอยู่ ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เดินถือปากกาพร้อมตั๋วเข้าชม เข้ามาหา

ขอลายเซ็นหน่อยครับ ผมเห็นพี่วอร์มก่อนแข่งพี่พลิ้วมากและเท่มากเลย” เด็กชายคนนั้นร้องขออย่างน่าเอ็นดูกับฟีย์ที่กำลังยืดอย่างงงๆ อยู่ตรงนั้น


ใน TBL ปีนี้ มีทีมทั้งหมด 10 ทีม แต่ละทีมมีผู้เล่นต่อ 1 ทีมอย่างน้อย 12 คน โดยอาจจะมีน้อยกว่า หรือ มากกว่านิดหน่อยแล้วแต่สภาพของทีม รวมแล้วแล้วเป็นจำนวนผู้เล่นในลีกทั้งหมด ประมาณๆ ได้ที่ 120 คน

ในบรรดา 120 คนนั้น มีผู้เล่นที่อาจจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างนักกีฬาทีมชาติที่เล่นในวงการมายาวนานปาล์มดรงพันธุ์ อภิรมย์วิไลชัย และ “นพอรรถพร เลิศมาลัยพร หรือ นักกีฬาต่างชาติที่เล่นในไทยมาหลายปีอย่าง เจสัน บริกแมน, เอเวอรี่ ชาเรอร์, และ “บิ๊กกี้แอนโธนี่ แมคเคลน

บางครั้ง ช่วงเวลาก่อนเริ่มการแข่งขัน หรือ หลังการแข่ง ผู้คนที่มาดูพวกเขาเล่นก็จะทยอยไปขอลายเซ็น หรือ ถ่ายรูปคู่กับนักกกีฬากลุ่มนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ส้รางแรงบันดาลใจให้กับแฟนๆ ที่ติดตามดูกีฬาบาสเกตบอล

สำหรับ ฟีย์ ที่เพิ่งขึ้นมาเล่นในระดับบาสอาชีพได้ไม่นานเท่าไหร่นัก เขาคิดว่าเขาก็คงยังไม่ต้องเจออะไรแบบนี้เท่าไหร่ แต่แล้ว มันก็ได้มาเกิดขึ้นกับเขาจริงๆ ในจังหวะที่เขาไม่เคยคาดคิด


ฟีย์ ไม่ใช่คนที่เล่นบาสไม่เก่ง

เขาผลักดันตัวเอง ตั้งแต่การเป็นผู้เล่นในโรงเรียนสาธิตสงขลานครินทร์ (จังหวัดปัตตานี) จากที่แทบไม่ได้ลงสนามเลยในชั้นมัธยมปีที่ 2 จนเป็นตัวจริงในปีต่อมา ต่อมาเขาก็ได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนทุนความสามารถพิเศษทางด้านบาสเกตบอลของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานศึกษาชั้นนำในการผลิตนักบาสเกตบอลของประเทศมาแล้วนักต่อนัก จากนั้นก็ป็นนักกีฬาบาสเกตบอลตัวแทนของจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย และก็มาต่อยอดกับระดับ TBL ตอนนี้

Credit Photo: PEA Basketball Club / ช่างภาพ: Chalermsak Sagittarius

พอมาถึงระดับ TBL เขาก็ต้องมานั่งเป็นตัวสำรองชนิดที่เรียกว่าตัวที่ลงสนามเป็นคนสุดท้าย การที่จะเกิดความท้อใจบ้าง ก็เป็นไม่น่าแปลกใจ

แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไป

“การที่ผมเจอสถานการณ์นี้ทำให้ผมรู้ว่า แม้เราจะเป็นนักบาสเกตบอลที่ห่วยที่สุดในลีก แต่เราก็จะเก่งเสมอในสายตาของเด็กๆ พวกนั้นฟีย์พูดถึงความรู้สึกหลังจากที่มีเด็กมาขอลายเซ็นของเขา “เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีค่าแม้ว่าผมจะเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของทีม”


หลังจากที่เซ็นตั๋วให้กับแฟนบาสหนุ่มน้อยคนนั้นไปเรียบร้อย ฟีย์ ก็ได้ทิ้งท้ายกับน้องไปว่า “ตั้งใจซ้อมนะ จะได้เก่งๆ” ก่อนที่จะโดนโค้ชหมูตามให้ลงสนามไปเปลี่ยนตัวเพื่อนร่วมทีมออกมา

เขาลงไปในสนามอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงเวลาในเกมที่อาจจะดูเหมือนไม่มีค่าอะไร ไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อผลแพ้ชนะของเกมที่แต้มทิ้งห่างไปแล้ว แต่ฟีย์รู้สึกได้ว่า มีอะไรซักอย่างเปลี่ยนแปลงไป เขารับรู้ได้ถึงสายตาที่มองตามเขาลงไปสนาม จับจดทุกการเคลื่อนไหว

การเคลื่อนไหวที่เคยบอกว่า “พลิ้วมาก และ เท่มาก”

“ผมเห็นแววตาที่น้องเขามองผม มันมีความฝันที่เต็มไปด้วยความหวังที่อยากจะเติบโตขึ้นมาเป็นนักกีฬาอาชีพแบบเรา” เป็นส่วนหนึ่งของ ข้อความ ที่ฟีย์ ได้โพสต์ลง Social Media หลังจากการแข่งขันครั้งนั้น

ตัวเขาเอง น่าจะรู้ดีที่สุดว่าสายตาของ “คนล่าฝัน” แบบนั้นเป็นอย่างไร

“ผมไม่ได้มีโอกาสได้ดูบาสเกตบอลแบบใกล้ชิดเหมือนเด็กกรุงเทพสักเท่าไหร่ เนื่องจากบ้านผมอยู่ปัตตานี” ฟีย์เล่าถึงความหลังในการล่าฝันสมัยเด็กๆ ของเขาไม่ค่อยมีนักบาสทีมชาติลงมาแข่งสักเท่าไหร่ เนื่องจากกลัวเหตุการณ์ความไม่สงบ ผมก็ได้แต่ดูในหนังสือนิตยสารบาสเกตบอลไทย ผมซื้อทุกเดือน ตอนนั้นผมเห็นใครในนั้นก็เท่ไปหมด”

แต่แล้วสุดท้ายตัวผมเองก็ได้แข่งจริงๆ เจอพี่ๆ ที่อยู่ในนิตยสารจริงๆ เช่น พี่รูเบน พี่สุขเดฟ พี่คานู [วัฒนา สุทธิสินธุ์] เป็นต้น ผมได้เป็นคู่ต่อสู้ของพี่ๆ ที่ผมได้แต่เฝ้ามองในนิตยสารตั้งแต่เด็ก แต่นี่มันคือความจริงที่ผมได้ปะทะไหล่กับพวกเขา นี่ก็คือความฝันสูงสุดของเด็กชายแดนอย่างผมแล้วล่ะ”

สิ่งที่สำคัญสำหรับ “คนล่าฝัน” อย่างแรก คือการจุดกระตุ้นความฝันให้เห็นแนวทางสู่ความเป็นจริง ฟีย์เองก็เคยผ่านจุดตรงนั้นมา จากที่เป็นเด็กจากชายแดนภาคใต้คนหนึ่งที่ได้แต่ฝันว่าจะได้มาลงเล่นในสนามเดียวกับผู้เล่นระดับทีมชาติไทย จน ตอนนี้ เขาก็ทำได้สำเร็จ


ฟีย์ กำลังศึกษาชั้นปีที่สอง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคู่กับการเป็นนักกีฬาบาสอาชีพ

“ด้วยความที่คุณพ่อเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทำให้ผมซึมซับความรู้สึกที่อิ่มเอมที่ศิษย์มีต่อพ่อของผม หรือพ่อของผมให้แก่ศิษย์ของเขา” ฟีย์กล่าวถึงเหตุผลที่ตัวเองไปเรียนทางสายนี้ผมรู้สึกว่า คนเป็นครูเป็นคนที่สร้างคน แล้วสุดท้ายก็คนนี่แหละที่สร้างชาติ”

มันเป็นสิ่งที่ผมได้รับมาแล้วผมรู้สึกว่าผมต้องเป็นครู ผมต้องไปเป็นคนชี้ทางให้ศิษย์ของผมไปถูกทาง ทำให้ผมตัดสินใจที่อยากเป็นครูตั้งแต่ ม. 2 เป็นต้นมา

มันจึงไม่แปลกที่ฟีย์จะมีความรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษ กับการที่มีคนๆ หนึ่งในสนามเฝ้าดู เฝ้าติดตามการเล่นของเขา เหมือนกับว่าเขาเป็นอาจารย์คนหนึ่ง ฟีย์รู้ดีถึงความสำคัญของการมีอาจารย์ที่ดี เพราะเขาเองก็ได้รับการฝึกสอนที่ดีมาเหมือนกัน จนได้ก้าวมาได้ถึงจุดนี้

“นักบาสเกตบอลที่เป็นไอดอลตลอดกาลของผมคือ พี่ซอล ธนสาร หีมมะ เป็นเพื่อนสนิทพี่ชายผม” ฟีย์เล่าเขาไม่ได้เป็นนักบาสเกตบอลอาชีพ หรือ นักบาสเกตบอลทีมชาติ เขาเป็นแค่นักบาสเกตบอลของจังหวัดปัตตานีเท่านั้น แต่เป็นคนที่สอนผมทั้งเรื่องบาสเกตบอลและเรื่องการใช้ชีวิต”

“ใน 5 จังหวัดตอนล่าง ทุกคนน่าจะรู้จักเขาเพราะเขามีฝีมือที่เก่ง สไตล์การเล่นที่แปลกแต่ฉลาด ซึ่งผมได้คัดลอกตัวเองมาจากเขาทั้งสิ้น นอกจากพี่ซอลแล้ว ผมก็มีพี่จ๊อด พี่เป้ ครูโอ๋ ครูหนุ่ย น้าโดม และพี่ๆ ชมรมบาสปัตตานีที่คอยสนับสนุนผมตลอด จนทำให้ผมมีชีวิตที่ดีในตอนนี้”

ชื่อแต่ละคนที่ ฟีย์ กล่าวมาและถือว่าเป็นอาจารย์ ถือว่าเป็นไอดอล อาจจะไม่ใช่ชื่อที่ แฟนๆ บาสทั่วไปจะรู้จัก แต่ถึงอย่างไร ทุกคนก็สร้างแรงบันดาล และ หล่อหลอมให้ฟีย์กลายเป็นมาเป็นนักบาสที่ดี และ คนที่มีความสามารถได้อย่างทุกวันนี้

“ผมคิดว่านักบาสทุกคนในลีกก็จะเป็นไอดอลของเด็กๆ ทั่วประเทศที่เฝ้ามองเราอยู่ ฉะนั้น แม้ว่าเราจะเป็นนักบาสเกตบอลที่ได้ลงน้อยที่สุดในลีก แต่เราอาจจะเป็นนักบาสเกตบอลในดวงใจของเด็กหลายๆ คนก็เป็นได้”

Credit Photo: PEA Basketball Club / ช่างภาพ: Chalermsak Sagittarius

เขารู้ดีที่สุดว่าเขาไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นนักบาสที่เก่งเทพ เป็นสตาร์ในลีก ทำแต้มกระจุยกระจาย ดั๊งแหลกจนแป้นพัง ถึงจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้นักบาสรุ่นต่อๆ ไปได้ ขอแค่เพียงเป็นตัวอย่างที่ดี มีความตั้งใจ แค่นั้นก็อาจจะมากพอ ที่จะกระตุ้นให้ “คนล่าฝัน” ที่หลับไหลอยู่ในน้องรุ่นต่อๆ ไปให้ตื่นขึ้นมาก็ได้

และนี่คือสิ่งที่ฟีย์ได้ทิ้งท้ายไว้ใน Social Media โพสต์ของตัวเอง (ที่ตอนนี้โกยไปได้เกือบ 1,000 ไลค์ และ 60 แชร์)

“บางทีนักบาสที่ไม่มีชื่ออย่างผมก็อาจจะเป็นแรงบันดาลให้เด็กคนนี้โตมาเป็นทีมชาติก็ได้ ทำให้ผมรู้ว่าบางครั้งเราอาจจะเป็นแรงบันดาลให้ใครอยู่ ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้ขอลายเซ็น หรือ ขอถ่ายรูป เขาอาจจะดูเราอยู่ ฉะนั้นเราควรต้องทำตัวให้ดีเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พวกเขา ทั้งในสนามและนอกสนาม เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ผม[รู้สึกตัว]ว่าครูพลศึกษาคงเป็นอาชีพที่ผมจะยึดถือแน่นอนเพื่อผลักดันเด็กพวกนี้ให้ถึงฝัน อย่างที่ผมก็มาถึงแล้วตอนนี้ แม้ว่าจะเป็นนักบาสที่ไม่มีชื่อก็ตาม”