Playoff Preview: ไทยเครื่องสนาม (TGE)

Home / Scoops / Playoff Preview: ไทยเครื่องสนาม (TGE)

ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มเล่นเกมแรกใน TBL 2018 ทีมไทยเครื่องสนาม กลายเป็นทีมที่แฟนๆ หลายคน หมายตาไว้ว่าจะสามารถเข้าเพลย์ออฟได้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังอาจจะสามารถเข้ารอบชิงเลยด้วยซ้ำ

บางคน มองไว้แม้กระทั่งว่า ปีนี้ไทยเครื่องสนาม อาจจะไปได้ไกลถึงขั้นเป็นแชมป์เลยก็เป็นไปได้!

ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากการเสริมทัพอย่างดุดันของทีม ไม่ว่าจะเป็นตัวต่างชาติ แอนโธนี่ แมคเคลน (World Import) กับ มารค์ เซนต์ ฟอร์ต (World Import) และ สองสตาร์ดัง จอชัว มันซอน (Heritage Import) กับ เอเจ มานดานี่ (Heritage Import) แค่นั้น ยังไม่พอ ยังได้มีการเสริมตัวผู้เล่นคนไทยมาอย่างเต็มที่ ทั้ง “รูเบน” วุฒิพงษ์ ดาโสม, “เดฟ” สุขเดฟ โคเคอร์, และ “พีท” บัณฑิต หลักหาญ มาเสริมด้านประสบการณ์ ควบคู่กับ ดาวรุ่ง อย่าง “อาร์ต” ชัชพล จึงแย้มปิ่น, “เต้” อรรถพงษ์ ลีลาพิพัฒน์กุล, “เติร์ก” ภูรินันท์ นันโท, กับ “โทนี่” กันตพงษ์ คอร์ซาห์-ดิค

เรียกได้ว่า เปิดดูรายชื่อแล้วต้องอ้าปากค้างกันไปจังหวะหนึ่ง

ผลงานในช่วงต้นฤดูกาล ก็เป็นไปตามที่คาดหมายกันไว้ด้วยการที่เล่นได้อย่างสูสีกับทีมไฮเทค (แพ้ 82-77) ในนัดเปิดสนาม ก่อนที่จะชนะ 4 เกมรวด รวมไปถึงการเอาชนะแชมป์เก่า โมโน แวมไพร์ ไปได้อย่างสุดมันส์ 85-83 ด้วยการทำแต้มวินาทีสุดท้ายอย่างสะใจ

แต่หลังจากนั้น ฟอร์ม ของทีมไทยเครื่องสนามก็ดรอปลงไปตามลำดับ เริ่มจากการที่พ่ายให้กับทีม SWU Basketball Club 100-98, แพ้ไฮเทคในการเจอกันครั้งที่สองแบบเสียถึง 124 คะแนน, แพ้ บางกอก ไทเกอร์ส 63-62 แบบโดนทำแต้มง่ายๆ ในวินาทีสุดท้าย, และที่น่าตกใจที่สุด คือการแพ้ เมคง แรพเตอร์ส 88-74

ทั้งหมดนี้ ทำให้ทีมมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในตำแหน่ง World Import ถึงสองครั้ง คือ จาก มาร์ค เซนต์ ฟอร์ต มาเป็น ลูอิส อาร์โนล์ด และ จาก แอนโธนี่ แมคเคลน มาเป็น จัสติน ฮาวเวิร์ด

จุดแข็งของทีมไทยเครื่องสนาม คือ ความแข็งแรงของผู้เล่นในทีม ในการเข้าปะทะ ทั้งเพื่อทำแต้ม และ การเก็บรีบาวด์ โดยเฉพาะการเก็บรีบาวด์ที่ทำได้ดีที่สุดในลีก (48.4 ครั้งต่อเกม) และด้วยผู้เล่นที่มีอยู่ แม้ว่าจะเปลี่ยนเอา ยักษ์ใหญ่ แมคเคลน ออกไปแล้ว ก็น่าจะยังทำได้ดีเหมือนเดิมในรอบเพลย์ออฟ

ทั้งหมดนี้ ทำให้สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับทีมไทยเครื่องสนาม กลายมาเป็น ความคงที่ในการรักษาฟอร์มการเล่น ยิ่งเมื่อต้องเจอกับทีมที่เล่นได้ในระดับสูงอย่างคงที่อย่าง โมโน แวมไพร์ ในรอบแรกของเพลย์ออฟครั้งนี้

ใช่ พวกเขาสามารถเอาชนะ โมโน แวมไพร์ ชุดเต็มอัตราศึกมาได้แล้วในต้นฤดูกาล และก็แพ้ไปเพียงแค่สองแต้ม ในการพบเจอกันอีกครั้ง… ทีมไทยเครื่องสนามเป็นทีมที่มีศักยภาพมากพอ ที่จะเอาชนะทีมโมโน แวมไพร์ ได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับทีมไทยเครื่อง กลับเป็นความพ่ายแพ้อื่นๆ ที่พวกเขาไม่น่าเสียท่าให้ ทั้ง SWU Basketball Club, บางกอก ไทเกอร์ส, หรือ เมคง แรพเตอร์ส

สิ่งที่แฟนๆ จะเฝ้าจับตาดูในเพลย์ออฟครั้งนี้ สำหรับทีมไทยเครื่องสนามคือ ทีมไหนกันแน่ ที่จะมาลงสนามครั้งนี้?
ทีมสุดแกร่งที่สามารถเอาชนะทีม โมโน แวมไพร์ ไปได้อย่างสุดมันส์เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา?
หรือ ทีมที่โดยยัดเยียดความพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของ เมคง แรพเตอร์ เมื่อต้นเดือนนี้?

สถิติที่สำคัญ

แต้ม: 92.3 ต่อเกม (อันดับที่ 2)
แต้มเสีย: 80.4 ต่อเกม (อันดับที่ 2)
รีบาวด์: 48.4 ต่อเกม (อันดับที่ 1)
แอสสิสต์: 26.6 ต่อเกม (อันดับที่ 3)
สตีล: 10.8 ต่อเกม (อันดับที่ 3)
บล็อก: 3.9 ต่อเกม (อันดับที่ 3)

สิ่งที่ต้องทำให้ได้เพื่อให้ได้แชมป์

ตามที่กล่าวกันข้างต้น ทีมไทยเครื่องสนาม คือ ทีมที่มีศักยภาพมากพอที่จะเอาชนะ ทีมโมโน แวมไพร์ ได้

ไม่ใช่ว่า จะต้องเค้นฟอร์มสุดยอดเพื่อเอาชนะทีมโมโน แวมไพร์ ให้ได้ด้วยซ้ำ ด้วยมาตรฐานการเล่นในระดับปกติแล้ว ไทยเครื่องสนามก็สามารถเอาชนะทีมโมโน แวมไพร์ ได้เพื่อเข้าไปสู่รอบชิง

เช่นเดียวกัน เมื่อไปถึงรอบชิง หากว่าจะต้องเจอกับทีมไฮเทค พวกเขาก็มีศักยภาพที่จะเอาชนะได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องรักษามาตรฐานตรงนั้นให้ได้

ยิ่งถ้าในกรณีที่อาจจะเจอกับทีมสโมสรการไฟฟ้า พวกเขาก็แสดงให้เห็นมาแล้ว ว่าพวกเขาเอาชนะได้

ทุกอย่างต่อจากนี้ คือ เพียงแค่การเล่นให้ตรงตามมาตรฐานที่เคยเล่นกันมา

สิ่งที่ห้ามทำ หากต้องการคว้าแขมป์

ทีมไทยเครื่องสนามจะต้องไม่ลืม คือ จุดแข็งของทีมนี้ หลายๆ ครั้ง ผู้เล่นเผลอหลงกับการยิงจากระยะสามแต้มมากเกินไปหน่อย ซึ่งทีมมีอัตราการยิงสามแต้มอยู่ที่เพียง 27% เท่านั้น (เป็นอันดับที่ 9 ใน TBL 2018)

ทีมนี้ เป็นทีมที่โจมตีเข้าหาห่วงได้อย่างดุดัน และ ต่อเนื่อง ด้วยผู้เล่นที่มีทำให้มีจำนวนรีบาวด์มากที่สุดอย่างที่กล่าวข้างต้น อีกทั้งยังเป็นทีมที่ได้แต้มจังหวะสองมากที่สุดในลีกอีกด้วยที่ 20.1 แต้มต่อเกม

ความดุดัน ความแข็งแกร่ง ตรงนี้ คือแกนหลักของทีมไทยเครื่องสนามชุดนี้ และ หากว่าหลงไปแข่งยิงสามแต้มกับทีมอื่นๆ ในเพลย์ออฟ รอบนี้ ก็จะทำให้เสียโอกาสที่จะคว้าความได้เปรียบในครั้งนี้ไป

ผู้เล่นที่ต้องจับตามอง

“เต้” อรรถพงษ์ ลีลาพิพัฒน์กุล

โพสต์โดย Kuk Thew Photography เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2018

อาจจะด้วยความที่เราเห็น “เต้” เล่นมาใน TBL มาหลายปีแล้ว รวมกับฟอร์มที่ร้อนแรงของเพื่อนดาวรุ่งรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง “โบ๊ท” ณัฐวรณ์ บรรจถรณ์ และ “บูม” พงศกร เจียมสวัสดิ์ ทำให้แฟนๆ หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจกับการเล่นของ เต้ ใน TBL คราวนี้เท่าไหร่

การเล่นของเต้ อาจจะไม่หวือหวา เท่า โบ๊ท หรือ บูม แต่ก็มีความนิ่ง โดยทำเทิร์นโอเวอร์ เพียง 1.0 ครั้งต่อเกม เทียบกับการแอสสิสต์ 2.9 ครั้งต่อเกม สิ่งที่น่าจับตามากกว่านั้น คือ การยิงสามแต้มที่แม่นขึ้น และ มีความมั่นใจในการยิงมากขึ้น ปีนี้ เต้ ยิงสามแต้มทั้งหมด 34 ครั้ง ลง 14 ครั้ง เป็น 41.1% เทียบกับเมื่อปีที่แล้วที่ยิงเพียง 17 ครั้ง ลง 6 ครั้ง เป็น 35.3% เท่านั้น

ที่ผ่านมา สิ่งที่เต้ขาด ก็คือการยิงระยะสามแต้ม ที่น่ากลัวพอ ที่จะทำให้ฝ่ายตั้งรับเข้ามาป้องกันเขาแบบประชิดตัวมากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าไปหาช่องทางการจ่ายบอลตามที่ถนัด และ ตอนนี้ ก็ดูเหมือนเขาเริ่มพัฒนาไปได้ถูกต้องตามทางที่ควรแล้ว

“อาร์ต” ชัชพล จึงแย้มปิ่น / “เดฟ” สุขเดฟ โคเคอร์

โพสต์โดย Kuk Thew Photography เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2018

สองคนนี้ คือ ตัวแปร ที่สำคัญประจำทีม เป็นแกนหลักที่ทำให้ทีมไทยเครื่องสนามมีความได้เปรียบในเรื่องการเก็บรีบาวด์เหนือทีมอื่นๆ ใน TBL 2018

อัตราการรีบาวด์ของเดฟ (7.4 ครั้งต่อเกม, มากที่สุดสำหรับผู้เล่นคนไทย) และ อาร์ต (6.7 ครั้งต่อเกม มากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 สำหรับผู้เล่นคนไทย) ทำให้ไทยเครื่องสนาม สามารถส่ง ลูอิส อาร์โนล์ด ลงมาในสนาม แล้วให้เขาเก็บแรงไว้ใช้ในการตามประกบป้องกันกับทำแต้ม โดยไม่ต้องมาพะวงกับการปะทะวงในมากเท่าไหร่นัก